2วัน1คืน เที่ยว เกาะสีชัง-พัทยา-สัตหีบ หน้าฝน

หลังจากที่ไม่ได้ออกทริปมาเกือบๆ3เดือน ก็ได้เวลาออกไปผจญภัยกันอีกครั้ง (ตอนแรกก็ไม่คิดหรอกว่ามันจะกลายเป็นทริปสุดเสียวไปซะได้) ครั้งนี้มีข้อกำหนดว่าที่ที่จะไปต้องไม่ไกลจากกรุงเทพมาก ขับรถไม่เกิน3ชั่วโมง หวยเลยไปลงที่พัทยา แต่จะไปแค่พัทยาเฉยๆก็ธรรมดาสุดๆ โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบเที่ยวแนวธรรมชาติ หาข้อมูลไปเรื่อยๆก็ตกลงปลงใจไปกับเกาะสีชัง ซึ่งเป็นสถานตากอากาศที่มีชื่อเสียงมานาน มีธรรมชาติที่สวยงาม และบรรยากาศที่เงียบสงบ สามารถเที่ยวภายในวันเดียวหรือค้างคืนก็ได้ ซึ่งตรงกับความต้องการเป๊ะๆ 

เราออกจากกรุงเทพประมาณ6โมงเช้า วิ่งเส้นบางนา-ตราด ผ่านเมืองชลบุรีกับบางแสน ท่าเรือเกาะลอยจะอยู่ในอำเภอศรีราชค่ะ พอใกล้ๆถึงจะมีป้ายบอกทางตลอด ไม่ต้องกลัวหลง

มาถึงตอนเกือบ9โมงเช้า แต่บรรยากาศยังกะ5โมงเย็น ฝนเริ่มตกปรอยๆ ลมแรงจนวิกปลิวและแผงกั้นที่ทำมาจากเหล็กล้มตึง

 

 

 

เดินจนมาถึงท่าเทียบเรือ เห็นเรือลำใหญ่สองชั้นจอดอยู่ก็สบายใจ คิกว่าลำใหญ่คงไม่ต้องกลัวคลื่นลมอะไรมากมาย แต่คุณแฟนดันเดินไปตามเสียงเจ๊ ที่ยืนถัดจากเรือลำใหญ่ไปอีกหน่อย นางวักมือเรียกรัวๆ พร้อมกับตะโกนว่า “อีก3นาทีเรือออกแล้ว” ไอเราก็นึกว่าต้องซื้อตั๋วที่นาง ควักเงินจ่ายไปคนละ50บาท นางก็ผายมือไปด้านหลัง สิ่งที่เราเห็นคือ เรือคล้ายเรือประมงดัดแปลงลำเล็ก ที่เราต้องลงบันไดไปประมาณ3-4ขั้น เพื่อที่จะเข้าไปในห้องโดยสาร ในใจคิด “_บหายละ”

สิ่งที่เราคิด

 

 

ในความเป็นจริง (มีแค่รูปนี้ ตอนแรกกะจะถ่ายเรือเต็มๆหลังจากลง แต่โมเม้นนั้น ไม่ไหวจริงๆ)

 

 

ภายในห้องโดยสารกับผู้ร่วมชะตากรรม

 

 

และแล้วเรือก็เริ่มออกเดินทาง ช่วงแรกๆของยังไม่แรง นั่งกันไปชิวๆ พอไปได้ครึ่งทาง ฝนตกหนักขึ้น คลื่นสูงมาก เรือเริ่มโคลงเคลง น้ำรั่วเข้ามาทุกรู ช่องประตูด้านหน้าบางทีก็มีน้ำทะเลไหลเข้ามา แต่มีครั้งหนึ่ง ที่หัวเรือเหมือนจะทิ่มลงทะเล แล้วน้ำก็สแปลชเข้ามา เหมือนเล่นซูเปอร์สแปลชที่ดรีมเวิล์ด จนคนที่นั่งแถวหน้าสุดเปียกไปทั้งตัว เด็กเรือก็วิ่งเข้าวิ่งออกห้องโดยสารเป็นว่าเล่น ไม่แน่ใจว่าทำไม แต่นางจะมาเปิดช่องตรงพื้น เพื่อทำอะไรซักอย่าง บอกตรงๆว่าตอนนั้นกลัวมาก กลัวที่สุดตั้งแต่เคยนั่งเรือมา (ที่บ้านมีแต่สปีดโบ้ทกับเรือยอร์ชไง 555) ทั้งกลัวทั้งเกร็ง และแล้วอาการเริ่มมาค่ะ ช่วงแรกๆก็คล้ายๆคนเมาเรือก่อน แล้วมือก็เริ่มชา จากชาๆเริ่มมีอาการเกร็งด้วย แบบกำมือไว้ตลอด แบไม่ได้เลย คุณแฟนพยายามแงะแล้วก็ไม่สำเร็จ ซักพักเริ่มชาที่ท้อง คล้ายกับเป็นเหน็บ จนกระทั่งลามมาถึงบริเวณใบหน้า สรุปแข็งไปทั้งตัวค่ะ ขยับตัวแทบไม่ได้เลย (หรือตรูจะถูกผีทะเลอำฟระ) 

 

แต่โชคชะตาก็ทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยจนมาถึงฝั่งค่ะ (กว่าอาการถูกผีอจะหายไปเรือก็ถึงฝั่งพอดี T_T) การเดินทางกินเวลาประมาณ 45 นาที แต่เรารู้สึกนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์เลยทีเดียว พอเท้าเหยียบท่าเรือปุ๊บ ก็จะมีพี่วินรถสกายแลปเข้ามาชาร์จเราทันที แต่พวกเราเลือกที่จะเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่เองค่ะ ปลุกความแว๊นซ์และสก๊อยในตัวคุณ ค่าเช่าวันละ 250 ค่ะ รู้สึกว่าถ้าค้างคืนจะเป็น 300 เติมน้ำมันไป1ขวด ในราคา49บาท เหลือซะยิ่งกว่าเหลือ 

ขี่ไปตามทาง ที่แรกที่เราจะเจอคือ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ และ ข้างๆกันนั้นจะเป็น ศาลเจ้าแม่กวนอิม

 

 

ที่ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่จะมีลิฟท์รับส่งด้วยค่ะ ถ้าใครข้อไม่ค่อยดีก็จัดไปโลด

 

 

วัยรุ่นอย่างเรา ก็ต้องเดินขึ้นสินะ เหอะๆ

 

 

ด้านบนมีจุดชมวิว

 

 

ด้านในค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขี่รถจากศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่มาอีกหน่อย จะเจอทางขึ้นไป มณฑปรอยพระพุทธบาท ซึ่งอยู่บนยอดเขาเดียวกับศาลเจ้าพ่อ รัชกาลที่5 ทรงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ค่ะ

 

 

 

 


ด้านบนก็มีจุดชมวิวค่ะ

 

 

 

 

ขี่มาตามทางอีกเช่นเคย สถานที่ต่อไปที่เราจะเจอ คือ ช่องเขาขาด หรือ ช่องอิศริยาภรณ์ ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของพลับพลาที่ประทับชมทิวทัศน์ของรัชกาลที่5 

 

 

 

ตรงปลายเกาะคือ แหลมวชิราวุธ จะมีสะพานสีขาวทอดยาวลงไปยังแหลม เพื่อเป็นทางเดิน

 

 

 

 

 

หลังจากเอาของเก่าออกไปจนหมดใส้หมดพุงเพราะเรือข้ามฟากหฤโหด ก็ได้เวลาหาอะไรกระแทกปากละ เราแวะร้านข้างๆทางเลย ไม่ได้ใหญ่อะไร มีคุณลุงกับคุณป้า ช่วยกันทำ ร้านบ้านๆ แต่อาหารเค้าเด็ดจริง!!! คุณหรีดคอนเฟิร์ม!!!

เจ้าบ้านมาต้อนรับก่อนเลย

 

 

เจ้าบ้านตัวที่2ตามมาสมทบ

 

 

ต้มยำกุ้ง 150 บาท กุ้งเยอะ รสแซ่บ

 

 

กะเพราทะเล 50 บาท คือดีเกินราคา คือสด คือรสจัด

 

 

ผัดฉ่าทะเล 50 บาท เช่นกัน งานเครื่องถึง งานปลาหมึกเนื้อแน่น งานกุ้งตัวโต

 

 

หลังจากปากเบินเพราะอาหารรสค่อนข้างจัด ก็สตาร์ทรถไปต่อกันที่ พระจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งสร้างขึ้นในสมัย ร.5 เพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อน ชื่อของพระราชฐานนี้ พระองค์ทรงพระราชทานตามพระนามของพระโอรสที่ประสูติบนเกาะแห่งนี้ แต่ก่อนจะถึงพระตำหนัก เราจะเจอกับ ชลทัศนสถาน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเล็กๆ เดินแป๊บเดียวหมด สามารถหนีร้อนไปพึ่งแอร์ที่นี่ได้

 

 

 

น้องกุ้งน่ารักมาก

 

 

คำเตือน!!! เต่าดุ!!!

 

 

เมื่อเข้ามาข้างในก็จะเจอ สะพานอัษฎางค์ มุมมหาชนของเรา

 

 

 

เรือนแรกที่เราเจอคือ เรือนไม้สีเขียวริมทะเล ค่ะ เรือนนี้มีมาก่อนร.4เสด็จมาที่เกาะสีชังซะอีก ปัจจุบันก็เป็นร้านขายเครื่องดื่ม ของว่าง (สั่งน้ำสตรอเบอร์รี่ไป ไม่อร่อยเลย T_T)

 

 

 

สงบจริงๆ

 

 

เรือนวัฒนา ปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยร.5

 

 

เรือนผ่องศรี ปัจจุบันแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและประวัติของบุคคลสำคัญในสมัยร.5

 

 

ทางเดินไปเรือนอภิรมย์

 

 

รือนอภิรมย์ ปัจจุบันแสดงนิทรรศการสิ่งปลูกสร้างในพระจุฑาธุชราชฐาน

 

 

เจย์ดีเก่า

 

 

ระฆังหิน สารภาพว่าเกือบจะเดินผ่านไปแล้วค่ะ เห็นป้ายชี้มาก็งงๆ ว่าอยู่ไหนฟระ ซักพักเหลือบขึ้นมาเห็นไอตัวหนังสือสีเหลืองนั่น ลองเอาไม้ตีดู เสียงคล้ายระฆังจริงๆด้วย

 

 

วัดอัษฎางค์นิมิตร พระโบสถสร้างแบบสถาปัตยกรรมโกธิค อยู่ใต้เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา

 

 


จุดชมวิว โอยยยย ขาจะหลุดแล้วววว

 

 

วิวจากข้างบน หายเหนื่อยเลย

 

 

 

บรรยากาศโดยรอบ ร่มรื่นและเงียบสงบมาก ธรรมชาติทื่นี่ยังดีมากจริงๆ ใครมาช่วงหน้าฝน เวลาเดินระวังน้องกิ้งกือด้วยค่ะ มีเยอะมาก เจอทุกๆ5เมตร แถมแต่ละตัวนี่ยาวกว่าที่กรุงเทพมากๆ

 

 

 

 

 

ต่อไป เราจะไปขี่รถโฉบปารีฮัทกัน (รวยและสวยมาก เลยได้แค่ไปแอบดู) มีป้ายบอกตลอดทางค่ะ แต่ทางเข้าโหดเอาเรื่อง เป็นราคาที่ต้องแลกเพื่อให้ได้เจอวิวข้างทางแบบนี้ค่ะ

 

 

สวยและแปลกดี

 

 

 


สรุปมาเพื่อสิ่งนี้??? เข้ามาได้ถึงตรงนี้ค่ะ ถ้ายังดึงดันต่อไป อาจจะถูกเตะลงทะเลได้

 

 

มาปิดท้ายกันที่หาดถ้ำพังค่ะ

 

 

 

ขากลับได้เรือลำใหญ่ค่ะ แม้จะไม่มีพายุ แต่เรือก็แอบโคลงเบาๆ อาจจะยังหลอนกับเหตการณ์เมื่อเช้าอยู่ 555 

ถึงแบ้วววววว

 

 

บรรยากาศช่วงเย็นของท่าเรือเกาะลอยค่ะ

 

 

ศาลเจ้าแม่กวนอิม

 

 

 


เจอเจ้าถิ่นอีกแล้ว

 

 

คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Nantra De Boutique อยู่พัทยา ซ.1 ขับผ่านวงเวียนปลาโลมาไม่นานก็เตรียมชิดซ้ายไว้ได้เลย จองผ่านอโกด้าคืนละแปดร้อยกว่าบาท มันดีตรงที่มีอาหารเช้าให้ด้วยค่ะ แต่ที่จอดรถค่อนข้างน้อย อาจจะต้องใช้สกิลนิดนึง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่มีค่ะ ต้องให้พี่เจ้าหน้าที่จัดการให้ มีมัดจำ1000บาทนะคะ ได้คืนตอนเช็คเอ้าท์

บรรายากาศดีเลยทีเดียว มีสระว่ายน้ำขนาดจิ๋วแบบจ้วง3ทีก็ถึงอีกฝั่งแล้ว

 

 

ภายในห้องกว้างงงงงงงงงงงงงมากกกกกกกกกกกกก มีเตียง โซฟา โต๊ะเครื่องแป้ง กระจกขนาดใหญ่(ปลื้ม) โต๊ะกินข้าว ทีวี ตู้เย็น ครบ

 

 

 

ตัดภาพมาที่อาหารเช้าค่ะ เค้าจะให้เราเลือกระหว่างไข่ดาวกับออมเล็ท ส่วนไลน์บุฟเฟ่ต์ก็จะมีพวกข้าวผัด หมี่ผัด สลัด ผลไม้ ขนมปัง ซีเรียล ชา กาแฟค่ะ ถือว่าดีทีเดียว

 

 

 

ไปเที่ยวสัตหีบกันต่อดีกว่าค่ะ เป้าหมายของเราคือเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่ท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ ควรหลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดยาวนะคะ รถเยอะมาก แต่พอผ่านด่านตรวจของพี่ทหารไป ก็ถึงบางอ้อว่า ไอรถที่ติดๆน่ะ มันมุ่งหน้าไปทางหาดนางรำกันหมด ทางที่จะไปเรือนี่โล่งเชียว

 

 

เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งและเฮลิคอปเตอร์ของราชนาวีไทย และยังเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในกองทัพไทย
ภาพจากด้านบน ทะเลและวิวสวยมากค่ะ ถึงแดดจะร้อนไปหน่อยก็ตาม

 

 

 

 

 

 

ไปต่อกันที่ศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล ซึ่งตั้งอยู่ภายในฐานทัพเรือสัตหีบเช่นกัน เด็กๆน่าจะชอบที่นี่ค่ะ

 

 

 

 

ริมหาดเค้าก็มีมุมน่ารักๆให้ถ่ายรูป แต่ระวังโดนใบพัดเจาะหัวนะคะ เราโดนมาแล้ว (คือมันเป็นเหล็กไง) เจาะเป็นรู เลือดซึม น้ำตานองกันเลยทีเดียว

 

 

แวะกินข้าวเย็นกันที่ ร้านอร่อยคลับ ซึ่งเป็นร้านค้าสวัสดิการตำรวจน้ำ บังเอิญผ่านอีกเช่นเคย

ผัดฉ่าทะเล (ยังติดใจจากมื้อเมื่อวาน แต่ที่นี่สู้ไม่ได้) น่าจะประมาณ60บาท

 

 

ผัดไทยกุ้งสด เยิ้มมมมมม อร่อยดีค่ะ จำไม่ได้ว่า60หรือ70

 

 

ยำทะเลกรอบ 150มั๊ง อร่อยค่ะ

 

 

อันนี้เป็นห่อหมกปลาอินทรีย์ มีคนเดินมาขาย 20บาทเอง เผ็ดไส้บิด

 

 

ตบท้ายด้วยของหวานเป็นพุดดอ้งในน้ำมะพร้าว 60 บาท แทบจะแพงกว่าข้าว รสชาติโอเคแต่ไม่สุด

 

 

กลับมาเที่ยวฝั่งพัทยากันบ้าง ไร่องุ่น Silver Lake ค่ะ มาถึง ก็เกือบจะปิดแล้ว อยู่จนพระอาทิตย์ตกคาตา

 

 

 

บรรยากาศดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปิดท้ายทริปกันที่วัดเขาชีจรรย์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ Silver Lake ค่ะ เสียดายที่มืดจนแทบมองไม่เห็นแล้ว

 

 

และแล้วทริปสั้นๆนี้ก็จบลง มีทั้งเรื่องที่ประทับใจ เรื่องที่โคตรจะไม่ประทับใจ แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ละกัน คราวหน้าจะได้ไม่มาช่วงนี้อีก 555   ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

จึงเรียนมาเพื่อทราบ
แมวไม่มีหาง