กระซิบรัก...น่าน Part 1 <<แพร่-น่าน-หอศิลป์ริมน่าน-อุ่นไอมาง>>

สวัสดีเจ้า...หน้าหนาวปีนี้อากาศเป็นใจให้จัดทริปขึ้นเหนือมากกกก ว่าแล้วก็จัดกระเป๋า เช็คสภาพรถ คาดเข็มขัด แล้วออกเดินทางกันเลย

จุดหมายปลายทางของเราในครั้งนี้ก็คือเมืองน่านค่ะ แต่ในคืนแรกเราจะแวะพักกันที่แพร่ก่อน เลยถือโอกาสแวะเที่ยวซะหน่อย 

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี จนถึงชัยนาท แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และเข้าสู่ตัวจังหวัดแพร่ ใช้เวลา เดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง

ด้วยความที่เราเดินทางกันแบบฉิ่งฉาบทัวร์ กว่าจะถึงแพร่ก็เย็นแล้วค่ะ ที่แรกที่จะไปก็คือพระธาตุช่อแฮ

 

 

วัดพระธาตุช่อแฮ อยู่ที่ตำบลช่อแฮ ห่างจากตัวเมืองแพร่ไปตามถนนช่อแฮ ประมาณ 9 กิโลเมตร (เส้นทางหลวงหมายเลข 1022) เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ และเป็นพระธาตุประจำปีขาล ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1879 - 1881 ในสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) โดยขุนลัวะอ้ายก๊อม พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง 

 

 

สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก๊อมนำมาถวาย ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 9 ค่ำ - ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (ประมาณเดือนมีนาคม) ของทุกปี

 

 

 

 

หลังจากนมัสการพระธาตุเสร็จแล้ว เราก็ไปต่อที่แพะเมืองผีค่ะ 

 

 

วนอุทยานแพะเมืองผี ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำชำ ใช้เส้นทางหลวงสายแพร่ - น่าน ทางหลวงหมายเลข 101 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าไปอีก 6 กิโลเมตร แพะเมืองผีอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่น ดอกเห็ด หน้าผา ดูแล้วแปลกตา ชื่อ แพะเมืองผี น่าจะมาจากภาษาพื้นเมืองแพะ แปลว่า ป่าละเมาะ ส่วนคำว่า เมืองผี แปลว่า เงียบเหงา วังเวงอาจเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่ดูเร้นลับน่ากลัว สถานที่แห่งนี้ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2524

 

 

 

 

 

ที่นี่มีต้นดิกเดียมด้วยนะคะ  ต้นดิกเดียมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ถ้าถึงฤดูออกดอกจะออกดอกเป็นสีขาวอมเหลือง ซึ่งดูปกติก็อาจจะเหมือนกับต้นไม้ธรรมดาทั่วไป แต่ว่าหากว่าเอามือไปสะกิดเบาๆ หรือลูบที่ลำต้นเบาๆ ก็จะเห็นได้ว่ากิ่งและใบของต้นดิกเดียมจะกระดิก สั่นไหว เหมือนว่าต้นไม้นั้นจั๊กจี้ดิ้นได้ ถ้าใครรู้ว่าทำไมมันถึงขยับได้ก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

 

 

 

 

มืดแล้วค่ะเข้าที่พักกันดีกว่า คืนนี้เราพักกันที่โรงแรมบัวขาวค่ะ เป็นเรือนไม้ (ที่อยู่ 34 ตรอกเหมืองหิต ต.ในเวียง อ.เมืองแพร่ เบอร์โทรศัพท์ 054-511372 ราคาห้องเตียงคู่อยู่ที่450บาทต่อคืน เตียงค่อนข้างใหญ่ทีเดียว เรามีกันสามคน นอนอัดกันสบายๆ ภายในห้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบอยู่ค่ะ มีทีวี ตู้เย็น แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น โลเคชั่นก็ดีค่ะ เดินไปไม่ไกลก็ถึงถนนของกินตรงประตูชัยแล้ว

 

 

 

 

ทางเดินภายใน

 

 

 

ภายในห้องพัก

 

ห้องน้ำ น้ำไม่ค่อยอุ่น หรือเพราะมันหนาวมากก็ไม่รู้

 

หลังจากเก็บของเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาหาอะไรกินกัน เนื่องจากสงสัยว่าประตูชัยอยู่ไหน เลยถามแม่ค้า

พวกเรา: ประตูชัยอยู่ไหนคะ
แม่ค้า: ตรงนี้แหละ
พวกเรา: หนูหมายถึงตัวประตูชัยอ่ะค่ะ
แม่ค้า: อ๋อ เค้ารื้อออกไปแล้ว
พวกเรา: หืออออออออ
...จบบทสนทนา...

 

 

ลูกชิ้น2ไม้5บาท กินเพลินๆ รู้ตัวอีกทีกินไปเป็นสิบไม้

 

 

 

 

หมูสะเต๊ะ รสชาติธรรมดาค่ะ

 

 

 

 

 

เย็นตาโฟเจ้านี้ของrecommendรัวๆ เด็ดจริงอะไรจริง ชามละ40บาท ได้เยอะค่ะ

 

 

 

ต่อด้วยของหวานจากร้านข้าง กินขนมร้อนๆในอากาศเย็นๆ ฟินอยู่ค่ะ แต่เราว่าแพงไปหน่อย ถ้วยละ20บาท ได้นิดเดียวเอง

 

 

 

แถวนั้นมีศาลเจ้าพ่อแสนชัยอยู่ค่ะ เจ้าพ่อแสนชัย เป็นนายทหารในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทางส่วนกลางส่งมารบป้องกันเมืองแพร่สมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ปี พ.ศ. 2445 โดยได้ทำการรบอย่างกล้าหาญ จนกระทั่งเสียชีวิต ณ บริเวณที่ตั้งศาลเจ้าในปัจจุบัน

พอหนังท้องตึง หนังตาหย่อนทันทีค่ะ บวกกับทำหน้าที่เป็นพลขับมาทั้งวัน เลยรีบกลับไปนอนเอาแรงค่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางไปน่านแต่เช้า

 

เช้าแล้วจ้า เดินทางต่อกันเลย โดยใช้ทางหลวงเส้น101เช่นเดิมไปจนถึงจังหวัดน่าน

 

 

หมอกจางๆและควัน

ถึงน่านแล้ว หิวอีกแล้ว กินก่อนเลยแล้วกัน มื้อเช้าขอแบบเบาๆ เลยไปจบลงที่ข้าวซอยต้นน้ำ (เบาตรงไหน ตอบ!!!) ร้านหาไม่ยากค่ะ อยู่แถววัดภูมินทร์กับพิพิธภัณฑสถานน่าน

 

 

 

 

รอไม่ไหว เลยเอาออร์เดิร์ฟมาทาน(เล่น)ก่อน O_O

 

 

 

มาแล้วจ้า เนื้อไก่นุ่มและปื่อยมาก น้ำค่อนข้างใสค่ะ

 

 

 

ขนมจีนน้ำเงี้ยว

เห้ออออ ค่อยมีแรงเดินหน่อย ไปวัดภูมินทร์ก่อนเลยค่ะ

 

 

 

วัดภูมินทร์ เดิมชื่อวัด พรหมมินทร์ เป็นวัดหลวง ถูกสร้างโดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ซึ่งครองนครน่านเมื่อปี พ.ศ.2139 (ตรงกับสมัยพระนเรศวรทรงครองกรุงศรีอยุธยา)จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารเขียนเรื่องพุทธประวัติและคันธกุมารชาดก จัดเป็นศิลปะที่มีคุณค่าและความงดงามแห่งหนึ่งของชาวล้านนาไทย ซึ่งมีลักษณะและแบบอย่างทางศิลปะที่แตกต่างไปจากศิลปะสกุลช่างล้านนากลุ่มอื่น ควรจัดเป็น “สกุลช่างเมืองน่าน” อีกสกุลหนึ่งของล้านนา และจัดเป็นศิลปะล้านนาตอนปลายที่มีอายุในพุทธศตวรรษที่24-25 และทางกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวิหารวัดภูมินทร์เป็นโบราณสถานแห่งชาติ ลงวันที่ 24 มกราคม 2523

 

 

 

 

 

 

ภาพจิตรกรรมภายในวิหาร

 

 

 

ภาพเขียนกระซิบรักของปู่ม่าน-ญ่าม่าน ภาพโรมานซ์ล้านนานี้ มีขนาดใหญ่เกือบเท่าคนจริง ปรากฎอยู่ที่ผนังด้านซ้ายของประตูทิศตะวัตกของวิหารวัดภูมินทร์ เป็นภาพชายหนุ่มกับหญิงสาวในชุดแต่งกายแบบพม่าหรือไทใหญ่ กำลังยืนกระซิบกระซาบกัน (แต่รูปนี้ถ่ายจากด้านนอกของวิหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์วัดภูมินทร์)

 

 

เยื้องกับวัดภูมินทร์จะเป็น วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ รูปทรง สร้างตามสถาปัตยกรรม ทางภาคเหนือ ลักษณะภายในโอ่โถง ด้านหน้ามีสิงห์คู่ ยืนตรงเชิงบันได ด้านละตัว

 

 

 

ภายในวัดประดิษฐาน เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ 

 

 

 

เสร็จแล้วก็เดินข้ามถนนไปพิพิธภัณฑสถานน่านค่ะ ตั้งอยู่ในบริเวณ คุ้มของอดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน ที่เรียกว่า "หอคำ" โดย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่านสร้างขึ้น เป็นที่ประทับ เมื่อปี พ.ศ.2446 ลักษณะตัวอาคารโอ่โถง งดงาม ก่ออิฐถือปูนแข็งแรง แต่ตกแต่งให้อ่อนช้อย สวยงาม ด้วยลายลูกไม้ นับเป็น สถาปัตยกรรมก่อสร้าง ที่ดีเด่นแห่งหนึ่งของเมืองไทย 

 

 

 

นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ พระเจ้าสุริยพงศ์ผลิตเดช ผู้เป็นเจ้าของหอคำแห่งนี้ ด้วยกรมศิลปากร ได้รับมอบอาคารหอคำ เพื่อใช้เป็นอาคาร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เมื่อปี พ.ศ.2517 จัดแสดง โบราณวัตถุ ตลอดจนสิ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี และชาติพันธุ์วิทยา ประจำท้องถิ่น มาจัดแสดงให้ชมอย่างมีระบบ และระเบียบสวยงาม (ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nan.go.th)

 

 

 

 

ทางเดินข้างหน้าสวยมาก มโนว่าตัวเองเป็นนางเอกซีรีย์เกาหลีมายืนรอพี่ชายได้เลย 

 

 

ค่าเข้าชมคนละ20บาทนะคะ

 

 

เดินไปเดินมาก็ไปโผล่ที่วัดหัวข่วงค่ะ เมืองนี้วัดเยอะจริงๆ อยู่ติดๆกันด้วย

 

 

 

 

 

 

คุ้มเจ้าราชบุตร หมอกฟ้า ณ น่าน อยู่ตรงข้างวัดหัวข่วงนี้แหละค่ะ เดินเข้าไปแบบงงๆ และมันก็ปิดอยู่แบบงงๆ

 

 

 

ไปพระธาตุแช่แห้งกันต่อค่ะ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลักอย่างไม่เป็นทางการ Google Maps ค่า ตัวพระธาตุอยู่ห่างจากตัวเมืองไปราว 2กม. เส้นทางสายน่าน-แม่จริม สันนิษฐานว่ามี อายุราว 600 ปี พญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1891 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้มาจาก กรุงสุโขทัย

 

 

 

 


พระธาตุเกตุแก้วจุฬามณี เป็นเจดีย์ประจำปีเกิดจำลองของปีจอค่ะ

 

 

 

วิหารพระพุทธไสยาสน์

 

 

 

เนื่องจากข้าวซอยได้ถูกย่อยไปหมดแล้ว เรากลับไปกินข้าวกลางวันกันที่ร้านเฮือนฮอมกันค่ะ อยู่ตรงข้ามข้าวซอยต้นน้ำนั่นแหละ

 

 

 

ออร์เดร์ฟเมืองเหนือ

 

 

ไก่ทอดมะแขว่น ซึ่งเป็นสุนไพรชนิดนึงค่ะ

 

 

 

 

แกงฮังเล

รสชาติกลางๆค่ะ เราว่าอาหารติดเค็มไปหน่อย (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ เราไม่ค่อยถนัดอาหารเหนือค่ะ) อาหารสามอย่าง ข้าวสามจาน กับน้ำอัดลมอีกสองขวด หมดไปเกือบ500บาทค่ะ

 

 

แวะอีกวัดก่อนไปนะคะ วัดมิ่งเมืองซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองของจังหวัดน่าน ลักษณะเด่นของวัดนี้คือ ลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระอุโบสถ มีความสวยงามวิจิตรบรรจงมาก เป็นฝีมือตระกูลช่าง เชียงแสน ขอยืนยันว่ามันอลังการมากค่ะ

 

 

 

 

 

ไปต่อที่หอศิลป์ริมน่านกันค่ะ ถ้ามีเวลาเยอะๆ ก็อยากมาใช้เวลาที่นี่ทั้งวัน ชิวมากทั้งอากาศและบรรยากาศ ตอนนี้เค้าจัดนิทรรศการ “ไฮกุในดวงใจ” อยู่ค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่พักของเราในคืนนี้คือ อุ่นไอมาง ค่ะ อยากจะฝากถึงคนปักหมุดใน Google Maps นะคะ ว่า คุณปักหมุดผิดค่ะ!!! ยังไม่พอ อากู๋ยังพามาในทางที่ค่อนข้างอ้อมและทางโหดมากกกกกกกกก บางโค้งนี่โค้งหักศอกเรียกตานะคะ ชม.นึงจะมีรถมอเตอร์ไซด์ผ่านมาซัก3คัน เปลี่ยวและมืดมากจนคนขับอยากจะร้องไห้ (คนขับเองยังเมารถเลย) แต่ในที่สุดเราก็มาถึงจนได้ อยากจะมอบมงกุฎให้ตัวเองจริงๆ พี่ที่อุ่นไอมางบอกว่าให้มาทางเส้นที่มาจากอ.ปัวนะคะ เรามาจากทางอ.สันติสุขค่ะ (แนะนำให้โทรสอบถามทางกับทางอุ่นไอมางเลยดีกว่า 081-374-7004)

 

 

แต่เมื่อเห็นบรรยากาศของที่นี่แล้วหายเหนื่อยค่ะ สวยมว๊ากกกกกก แต่หนาวมว๊ากกกกกเช่นกัน ถ้ามากับแฟนคงจะอุ่นนะ ฮิ้ววววววว

 

 

ขอเตือนว่า ถ้าอยากนอนกระโจมสวยๆก็ต้องทนหนาวค่ะ ตื่นมาแทบช็อค อุณหภูมิลดลงเหลือแค่3องศาเอ๊งงงงงง