<<<< กระบี่...ที่นี่มีหลายรสชาติ >>>> ไปตากแดดกันเถอะ!!!

โดยส่วนตัวแล้วแอบเป็นแฟนเล็กๆของห้องบลูมาซักพัก ด้วยความที่เราชอบท่องเที่ยวค่ะ ก็เลยคอยหาข้อมูลและติดตามข่าวสารอัพเดทต่างๆมาตลอด

เราเป็นคนที่เห็นข่าวโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินเป็นไม่ได้เลยยยย ต้องรีบกระโจนทิ้งตัวดิ่งเข้าหาตลอด ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อาจจะด้วยปัญหาความไม่ลงตัวของงบประมาณ หรือเวลา ตอนนี้ทริปอยู่ในลิสต์ไปจนเมษาปีหน้า (ไม่บอกก็รู้ว่าโปรข้ามปี หึหึ)

ตอนนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่น้องใหม่คนนี้จะลองทำรีวิวเป็นครั้งแรกค่ะ ขอเริ่มประเดิมด้วยทริปท่องเที่ยวไทยก่อน ไปมาเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาที่ผ่านมาค่ะ (ช่วงหยุดยาววันฉัตรมงคลจ้า) พอดีเราซื้อทริปเอาตอนงานไทยเที่ยวไทยค่ะ เป็นแพ็คเกจทัวร์กระบี่ ตกคนละ 2000 บาท ได้ที่พักภูพระนางรีสอร์ท 2 คืน อารหารเช้า 2 อาหารเที่ยง 1 อาหารเย็น 1 ทัวร์ 7 เกาะ ตกหมึก ชมเขาขนาบน้ำ ทะเลแหวก บริการรถรับส่ง สนามบินหรือบขส. (แทบจะลอกข้อความเค้ามา 555) ตอนซื้อก็รู้สึกคุ้มดีนะคะ อาจจะเพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีประการณ์เรื่องการซื้อทัวร์ค่ะ ไปงานไทยเที่ยวไทยครั้งแรก ทุกอย่างดูดี ดูถูกไปหมด เลยจัดไป 5 ค่ะ เหอะๆๆๆ

 

 

 

 

หลังจากนั้นก็คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ค่ะ นั่นก็คือ หาวันที่จะไปเที่ยวให้ได้ค่ะ คือเราไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ งานของเราได้วันลาเยอะ ปัญหาหลักอยู่ที่เพื่อนร่วมทริปค่ะ รายนั้นวันลาเท่าหางอึ่งค่ะ เป้าหมายแรกคือต้องเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ค่ะ เพื่อประหยัดวันลา(ให้เค้า) และแล้วก็เริ่มมีโชคเข้าข้างค่ะ วันนึงก็เข้าไปเช็คราคาตั๋วเครื่องบินตามปกติ (แทบจะเป็นกิจวัตร) ก็ไปเจอไฟล์ทของหางแดง กระบี่-ดอนเมือง 890 บาท ก็จัดไปเลยค่ะ เห็นว่าเป็นวันหยุดยาวแล้วได้ราคานี้ก็โอมากแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ขาไปค่ะ ตอนนั้นราคาอยู่ที่พันกลางๆ ก็ลังเลอยู่ เหมือนซื้อเวลา จาก12ชม. เป็น 2 ชม. แต่ก็ตัดใจไปค่ะ แล้วเราก็เข้าไปเช็คอยู่เรื่อยๆ แต่ฟ้าไม่เป็นใจค่ะ ราคาพุ่งเอาๆ เห้ออออ

มิชชั่นต่อไปคือจองโรงแรมค่ะ เราโทรไปก่อนจะเดินทางหนึ่งเดือน โทรไปที่รีสอร์ทค่ะ 

Me: สวัสดีค่ะ พอดีซื้อทัวร์เอาไว้ อยากจะจองห้องพักค่ะ
พนักงาน: ได้ค่ะ เมื่อไหร่คะ?
Me: คืนวันที่ 4-5 พ.ค. ค่ะ
พนักงาน: ห้องพักเต็มแล้วค่ะ
Me: เงิบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

แล้วพนักงานก็แนะนำให้โทรไปที่สำนักงานที่กรุงเทพ(มั๊ง) เพราะเค้าอาจจะช่วยหาโรงแรมอื่นให้ได้ เราก็จัดไปค่ะ โทรไป เค้าก็ดูช่วยเหลือดีค่ะ พูดประมานว่าต้องทำเรื่องเปลี่ยนโรงแรมไปโรงแรมอื่นในเครือ แต่ต้องใช้เวลาประมานอาทิตย์นึง เราก็ต้องรอสิคะ

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป เงียบบบบบบบบบบเหมือนเป่าสากค่ะ เราก็โทรไปตามเรื่องค่ะ เวลาคุยโทรศัพท์เค้าจะดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ที่น่าโมโหคือ เค้าจะถามข้อมูลต่างๆซ้ำๆค่ะ แบบครั้งที่แล้วก็ถามไปแล้วอ่ะ ไม่ได้จดไว้หรา ประมาณว่า จะมาเมื่อไหร่ กี่คน ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้แล้วหรอออ แล้วเค้าดูเหมือนยังไม่ได้ทำเรื่องให้เราอ่ะ (คิดมากไปเองรึป่าว)

ถ้าจำไม่ผิดเค้าก็ให้เรารออีกอ่ะค่ะ (เริ่มลืมละ ว่าต้องรอนานเท่าไหร่) แล้วมีอยู่ครั้งนึงเราก็โทรไปตามเรื่องเนี่ยแหละ น่าจะเป็นครั้งที่4-5แล้ว เค้าไม่รับค่ะ เราก็แบบคิดแบบนางเอกว่า เอ....หรือว่ายังไม่กลับจากหยุดสงกรานต์ เอ....หรือลืมมือถือ เลยกะว่าพรุ่งนี้จะโทรอีกที แต่มันตะหงิดๆอ่ะ เลยยืมโทรศัพท์พี่ที่ทำงานโทรไป ตึ๊ดเดียวเท่านั้นล่ะ...รับทันทีค่ะ เราก็บอกไปว่าเราเป็นใคร เค้าก็ “อ๋อ...ค่ะๆ เดี๋ยวจะดูโรงแรมที่ติดกันให้นะคะ น่าจะได้ค่ะ ...ที่จริงมันมีห้องว่างห้องนึง (โรงแรมเดิม) แต่มันเป็นห้องแฟมิลี่ นอนสามคน น่าจะมาสามคนนะคะ” me//(คิดในใจ) เอ้า...ตูมีกันแค่สองคน จะไปหาบุคคลที่สามมาจากไหน แต่เราก็ถามไปนะว่าถ้าเอาห้องนี้ต้องเพิ่มเงินเท่าไหร่ เค้าตอบ “ก็ห้องสี่คนอ่ะค่ะ” me//(ในใจอีกครั้ง) ตอบตรงคำถามจัง

สรุปนะคะ เราไม่อยากยุ่งแล้วค่ะ เลยส่งต่อให้เพื่อนร่วมทาง ให้โทรตามแทน ถ้าเค้าบอกว่าห้องเต็มหาห้องให้ไม่ได้ตั้งแต่แรกที่โทรไป เราจะไม่โกรธเลยนะคะ คือรู้ว่าไม่ใช่ความผิดเค้า ก็มันเป็นวันหยุดยาวนี่นา มันช่วยไม่ได้ที่ห้องจะเต็ม สรุปก็ได้ห้องมาค่ะ (แบบทุลักทุเล และเสียค่าโทรศัพท์ไปพอสมควร) เนื่องจากมีแขกแคนเซิ่ล แต่รู้สึกว่าจะไม่ใช่ภูพระนางใหญ่ค่ะ เป็นภูพระนางบีช ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลกว่า แต่ตอนนั้นไม่รู้ค่ะ

 

หลังจากคอนเฟิร์มที่พักแล้ว ก็จองตั๋วรถทัวร์ขาไปค่ะ เพราะราคาตั๋วเครื่องบินแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่แล้วค่ะ เลยต้องยอมเมื่อยก้น ปวดข้อกันไป เราจองออนไลน์นะคะ กลัวไม่มีรถค่ะ เป็นวันหยุดยาว เอาชัวร์ไว้ก่อน เวบนี้ค่ะ http://www.busticket.in.th/  ค่าตั๋ว 643 บาทค่ะ แต่มีค่านู้นนี่ยิบย่อยอีกค่ะ เราเลือกเอาประกันด้วย เสีย 22 บาท แล้วก็ยังมีค่าดำเนินการอีก (เบื่ออีค่านี้จริงๆ) 18 บาทค่ะ สิริรวมแล้ว ตกคนละ 683 บาท เอาไปจ่ายที่เซเว่นก็ยังจะต้องเสียค่าจ่ายอีกกกกกกก มากเรื่องเนอะ

เริ่มซะยาววววเลย ขอโทษนะคะ เรามาเริ่มทริปของเรากันเลยค่ะ ตื่นเต้นๆ

ไปขึ้นรถทัวร์ที่สายใต้ใหม่ค่ะ รถออก สองทุ่ม พอล้อเริ่มหมุน เราก็ซัดยาแก้เมารถไปเลยค่ะ (เป็นคนชอบเที่ยว ที่ไม่ชอบการเดินทางค่ะ เพราะเมารถ เหอะๆ) เราก็นอนสะเงาะสะแงะ จนเค้าแวะพักรถค่ะ เค้ามีอาหารให้กินนะคะ แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ไปแลกนมกับเค้กชิฟฟ่อน(อร่อยมาก)ฟรีค่ะ
ตื่นมาอีกทีก็ถึงกระบี่แล้วค่ะ 12 ชม.ผ่านไป ไม่อยากจะบอกว่าปวดเข่ามาก (ชั้นว่าชั้นก็ยังไม่แก่นะพี่ชาย -_-) แล้วก็รอรถของโรงแรมมารับค่ะ

 

พอถึงโรงแรมก็จัดการทำเรื่องนู้นนี่ แต่...เราไม่ได้นอนที่นี่อ่ะ เราก็นั่งตบยุงรอๆๆๆๆรถพาไปอีกที่นึง ขอบ่นนึดนึงนะ ห้องน้ำเหม็นมว๊ากกกกก อาจจะเพราะวันนั้นแขกเยอะมากค่ะ (นางเอกอีกแระ) พอเราไปถึงภูพระนางบีช หวังเต็มที่ว่าจะได้อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ซักนิด ก่อนจะต้องไปตะลุยต่อ เงิบบบบบบบบบบบบบบบอีกแล้วค่ะ ต้องรอเช็คอินบ่ายโมง ฮ่วยยยยยยยย พวกเราเลยตัดสินใจเช่ามอไซวันละ250บาท กะว่าจะขี่ไปดูทะเล นั่งเล่นชิวๆค่ะ ไม่ได้กะจะไปไกล เลยไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ทาครีมกันแดดจ่ะ ก็มันใกล้ๆอ่ะเนอะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว
พวกเราก็แว้นกันไปค่ะ เลียบหาดอ่าวนางไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ดีๆก็เจอป้ายบอกทางไปสุสานหอยล้านปีที่อยู่ในแพลนเที่ยวด้วย ก็เลยตัดสินใจไปค่ะ ตามน้ำ
จุดAคืออ่าวนางคะ ส่วนสุสานหอยคือ จุดCค่ะ ระยะทางไม่เกิน 10กม.ค่ะ

 

 

ถึงแล้วจ้า... เสียค่าเข้าคนละ 20 เน้ออออ

 

 

ไหนหอย?

 

 

นี่ไงหอย

 

 

ฟ้าสดใสมว๊ากกก

 

 

พาหนะคู่ใจ

หลังจากดูหิน เอ้ย หอยเสร็จ ก็แว้นออกมาตามทางเดิมค่ะ ตามข้อมูลที่ได้รวบรวมมา รู้สึกว่าจะมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่อยู่แถวนี้ค่ะ ก็มองซ้ายมองขวาหากันใหญ่ แล้วอยู่ดีๆมันก็เจอค่ะ ห่างกันแค่ไม่ถึงกิโล (จุดB) ใกล้เวร่ออออร์

 

 

เข้าไปก็เจอพี่ใหญ่มารอรับค่ะ ตัวใหญ่มว๊ากกกกกก จับได้ด้วยนะคะ ทำตัวเหมือนแมวมาก มีการเผยอตัวนิดๆให้เราไปลูบๆเกาๆด้านล่าง (ไม่รู้คิดไปเองรึป่าว)

 

 

เดินเล่นที่นี่ก็เพลินดีนะคะ มีปลาตัวเล็กตัวน้อยเต็มไปหมด ที่สำคัญฟรีด้วยค่ะ ใครชอบแนวนี้แนะนำว่าอย่าพลาดนะคะ

 

 

 

หลังจากเดินเล่นฆ่าเวลาไปซักพัก ก็ได้เวลากลับค่ะ อยากอาบน้ำมากมาย แว้นกลับทางเดิมค่ะ ถึงที่พักเข้าทำความสะอาดเสร็จแล้ว เลยได้เข้าห้องซะที ไม่ได้ถ่ายรูปห้องพักไว้ เพราะลืม!!! แต่ขออนุญาติเอารูปจากกูเกิ้ลมาให้ดูแล้วกันนะคะ

 

 

บริเวณด้านนอกที่พักเป็นแบบนี้ค่ะ สภาพดูเก่านิดๆ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าภูพระนางใหญ่ดูใหม่และน่าอยู่กว่า แต่ที่นี่ค่อนข้างใกล้อ่าวนางมากค่ะ เลยแทนกันได้ 

เปิดห้องเข้าไปถึงกับผงะค่ะ กลิ่นยากันยุงฟุ้งมากกกกก แต่ก็เข้าใจเพราะยุงค่อนข้างเยอะ แต่จะรมควันกันขนาดนี้ก็ไม่ไหวนะ เลยต้องเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้แป๊บนึง

 



เริ่มต้นจากอ่าวนางนะคะ ไปตามถนนสาย 4034 เข้าเมืองกระบี่ค่ะ วิ่งไปซักประมาณณ 7-8  กม. แล้วเลี้ยวเข้าเส้น 4200 วิ่งไปอีกไม่ถึงโลก็เลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษมค่ะ คารวนี้วิ่งยาววววววววเลย ประมาณ 40 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 4038 มันจะเป็นแยกใหญ่ๆค่ะ สังเกตป้ายบอกทางนะคะ วิ่งไปอีกสิบกว่ากิโลค่ะ แล้วเลี้ยวเข้า สาย4021 ขับไปอีก 6-7 กม. จะเจอน้ำตกร้อนก่อนค่ะ พวกเราขอแวะพักที่นี่ก่อน ไม่ไหวละ ลงจากรถนี่ชาไปทั้งตัวค่ะ ค่าเข้าคนละ 20 ค่าจอดมอไซอีกคันละ 5 บาทจ้า

 

ว่าแล้วก็แว้นต่อไปอีกซัก 7 กม. ก็ถึงเป้าหมายค่ะ จ่ายค่าเข้าไปอีกเบาๆคนละ 20 บาท แล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวค่ะเพราะเริ่มเย็นแล้ว เดินๆๆๆๆๆไปแอบไกลอยู่เหมือนกัน ก็ถึงสระมรกตค่ะ คนเล่นน้ำฮึบเบยยยย แต่มาถึงแล้วก็ขอเล่นซะหน่อย น้ำมันน่าเล่นจริงๆ สีสวยและใสค่ะ

 

 

กระโดดเล่นไปสองทีก็เดินๆๆๆๆๆต่อ เพื่อจะไปดูสระน้ำผุดค่ะ ผ่านศาลฤๅษีและสระฤๅษีที่ห้ามลงเล่นน้ำ เพราะตำนานเล่าว่าสระนี้เป็นที่อาบน้ำของฤๅษี ใครลงไปจะเจอโชคร้ายค่ะ

 

เหมือนจำได้ว่าป้ายบอกว่าสระน้ำผุดมันห่างจากสระมรกตแค่ 300เมตร แต่ทำไมเวลาเดินมันไกลอย่างนี้ และแล้ว (หลังจากที่จ้ำเท้าด้วยความเงียบ เพราะไม่มีแรงจะพูด) ก็ถึงแล้วค่ะ สระน้ำผุด

 

 

น้ำสีฟ้ามว๊ากกกกกก น่าจะเป็นเพราะแร่ธาตุอะไรบางอย่าง สระนี้เป็นต้นกำเนิดของสระมรกตนะคะ ห้ามลงเล่นน้ำเน้อออ เดี๋ยวถูกโคลนดูด แต่เราไม่ได้ลองปรบมือให้น้ำตรงกลางบ่อมันผุดๆขึ้นมานะ เหนื่อยค่ะ แขนอ่อนแรง ไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือ

 

 

ไม่ได้โฆษณานะคะ 555

 

ได้เวลากลับแล้วค่ะ เย็นแล้ว กะว่าจะไปเดินถนนคนเดินแถวห้างโว้คจ้า หาอะไรกินซักหน่อย หิวจนเกือบจะกินมอไซไปทั้งคันแล้วค่ะ ขี่กลับทางเดิมนะคะ ก้นชากันอีกซักรอบ พอถึงตัวเมืองกระบี่ก็วนหาห้างโว้คค่ะ ในที่สุดก็เจอ ไม่รอช้า รีบจอดรถ ถอดหมวกกันน็อค เดินหาของกินทันที

 

 

อิ่มอาหารคาวแล้ว ก็กะจะหาของหวานล้างปาก ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีโรตีเจ้าดังอยู่หน้าห้าง ต้องจัดซักหน่อย ไปถึง ผงะค่ะ คนเยอะยังกะแจกฟรี แต่เรื่องกินเรายอมที่ไหน ต้องลองให้ได้ค่ะ ว่าแล้วก็พยายามแทรกตัวไปสั่ง

Me: โรตีกรอบที่นึงค่ะ
แม่ค้า: รอเป็นชม.นะ
Me: เงิบบบบบบบบบบ //  ค่ะๆ งั้นเดี๋ยวมาเอานะคะ
แม่ค้า: กี่อันนะ
Me: อันเดียวค่ะ
แม่ค้า: อันเดียวเอง? อ่ะ เอาอันนี้ไป ไม่มีใครเอา
Me: -_-“

ถือว่าโชคดีแล้วกันเนอะถึงจะต้องกินโรตีที่ไม่มีใครเอาก็ตาม T^T แต่อร่อยสมคำล่ำลือค่ะ

 

 

ก่อนกลับขอแวะไปดูปูดำ สัญลักษณ์เมืองกระบี่หน่อยละกัน หลังจากนั้น ก็รีบแว้นกลับค่ะ เพราะฝนทำท่าว่าตก ฟ้าแลบแปลบๆเลยค่ะแต่เราก็ถึงที่พักโดยสวัสดิภาพค่ะ ต้องระวังทางนิดนึงนะคะ ค่อนข้างมืดละเปลี่ยวค่ะ จบทริปกระบี่วันแรกแบบแน่นๆจ้า

 

กลับมาแล้วววค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

เช้าวันที่สองค่ะ 

ต้องตื่นแต่เช้าเพราะจะมีรถมารับไปทัวร์เกาะค่ะ อาหารเช้าที่นี่ จะมีเซทไข่ดาวและไส้กรอกให้คนละจาน ส่วนขนมปัง ข้าวต้มใสๆ(แต่เราชอบนะ) ผลไม้ ชา กาแฟ เป็นบุฟเฟ่ต์ค่ะ อาหารก็พอใช้ได้ค่ะ ไม่หวือหวา ทานเสร็จก็มีรถสองแถวมารับค่ะ แล้วก็พาเราไปที่ท่าเรือในตัวเมืองกระบี่ คงเพราะเรือของบริษัทนี้เป็นลำใหญ่ ก็เลยไม่สามารถขึ้นที่อ่าวนางได้ (คิดไปเอง) 

ตรงท่าเรือ เราสามารถเห็นเขาขนาบน้ำ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของกระบี่ได้ ซึ่งเค้าก็เขียนไว้ในทัวร์ด้วย และก็เป็นอย่างที่คาด ก็คือไอที่เราเห็นเขาขนาบน้ำอยู่ลิบๆบนเรือนั่นแหละคือหนึ่งในโปรแกรมทัวร์ เหอๆๆๆๆ

 

 

เห็นไอต้นนี้ระหวางทาง รู้สึกว่ามันเท่ห์มากเลยค่ะ ขึ้นอยู่กลางน้ำ แบบโผล่มาต้นเดียว แต่ตอนขากลับก็เห็นค่ะ ว่ามันน่าจะเป็นป่าชายเลน น้ำลงจนเห็นพื้นค่ะ

 

นั่งเรือกันมาซักพัก ไกด์ก็ชี้เกาะไก่กับเกาะเต่าให้ดู มันน่ารักจริงๆค่ะ

 

 

แล้วเค้าก็จอดเรืออยู่แถวๆนี้ เพื่อให้เราตกหมึก(กลางวัน)ค่ะ อุปกรณ์ที่ใช้ก็คือเส้นเอ็นผูกกับตะขอแล้วพันรอบขวดพลาสติก เราต้องเหวี่ยงเบ็ดออกไปค่ะ ตอนที่พี่ไกด์ทำมันดูง่ายและไปไกลมาก แต่พอพวกเราทำเนี่ย แทนที่จะตกหมึก เหมือนจะไปตกเพื่อนข้างๆแทน และเป็นไปตามคาดค่ะ คือตกไม่ได้ซักตัว (แต่รวมๆกันทั้งลำแล้วก็ได้อยู่ไม่กี่ตัวหรอกค่ะ ส่วนใหญ่เป็นผลงานของพี่ๆไกด์ค่ะ)

 

 

 

ที่เห็นนั่นไม่ใช้เลือดปลาหมึกนะคะ เวลาหมึกมันกินเบ็ดแล้ว มันคงรู้ว่าไม่รอดแล้วตรู เลยปล่อยน้ำหมึกออกมาค่ะ

 

ต่อมาก็ได้เวลาดำน้ำ สน็อคเกิ้ลของที่นี่ใหม่และสะอาดใช้ได้เลยค่ะ (แย่กว่าน้องพี่ก็เจอมาแล้ว)  ทะเลที่นี่น้ำใสค่ะ แต่โลกใต้ทะเลไม่มีอะไรให้ดูเท่าไหร่ เจอหอยมือเสือสีสวยๆอยู่อันนึง ที่เหลือเป็นปะการังดำๆ กับฝูงปลาน้อยใหญ่ค่ะ

 

 

หลังจากดำน้ำ เรือก็พาเราไปดูทะเลแหวก เรือเราใหญ่เข้าไปไม่ได้ค่ะ เลยต้องลงเรือเล็กต่อเข้าไป เรามาถึงตอนที่ทะเลยังแหวกไม่สนิทเท่าไหร่ แต่ทิวทัศน์งามมมมค่ะ ติดที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่นนี่แหละค่ะ เราเลยต้องแหวกฝูงชนเพื่อถ่ายรูปทะเลแหวกค่ะ

 

 

 

มีคนแอบถ่ายมุมนี้เยอะค่ะ

 

 

เท่ห์มากเลยพี่

 

 

เรานั่งเรือแบบนี้เข้ามาค่ะ

 

ได้เวลากลับเรือแล้วค่ะ อาหารกลางวันเป็นข้าวกล่อง แอบหวังเล็กๆว่าจะได้เห็นกุ้งหอยปูปลาตัวน้อยๆ พอเปิดกล่องเท่านั้นล่ะ เหมือนมีคนมาดับไฟ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ กะเพราไข่ดาว (ตามสูตร) แต่อย่าสบประมาทค่ะ รสชาติดีทีเดียว กินเสร็จก็หันหัวเรือมุ่งหน้าไปอ่าวไร่เลย์ค่ะ แต่พอมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วใจสั่นเลยจ่ะ เมฆฝนครึ้มดำค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้ค่ะ และแล้วเค้าก็ตกลงมาจริงๆ T_T ทำให้เราต้องลงเรือเล็กฝ่าฝนเพื่อเข้าไปอ่าวไร่เลย์และถ้ำพระนางค่ะ

 

มัน มา แล้ว

 

 

อันนี้หลบอยู่ฝนอยู่ในถ้ำพระนางค่ะ

 

 

 

น่าเสียดายนะคะ ถ้าฟ้าจ้านๆ คงจะสวยน่าดู เพราะขนาดฝนตกฟ้าครึ้มน้ำยังใส วิวยังสวยค่ะ  ทัวร์ให้เวลาที่นี่นานมากค่ะ (นานเกิ๊นนน) 

เป็นอันจบโปรแกรมทัวร์ค่ะ

 

เย็นนี้เรามีนัดที่ภูพระนางใหญ่เพื่อไปทานอาหารเย็นค่ะ ทางโรมแรมจะจัดกับข้าวไว้ให้เป็นจานๆ มีทอดมัน แกงจืดฟัก ผัดผัก แล้วก็แกงอะไรซักอย่าง มันคล้ายๆกับแกงสับปะรดอ่ะค่ะ แต่รสชาติมันไม่ใช่ซะทีเดียว ส่วนของที่เติมได้ไม่อั้นก็จะมี ข้าวสวย ผักแกล้มและน้ำพริก(เผ็ดโคตร) และผลไม้ ที่กระบี่นี่แตงโมกับสับปะรดอร่อยมากค่ะ

อิ่มมากกกก แต่เราจะไม่หยุด เพราะวันนี้พวกเรามีมิชชั่นหาโรตีกินค่ะ จากการที่เราแว้นไปมาอยู่หลายรอบนั้น ก็สังเกตเห็นดงร้านรถเข็นซึ่งมีร้านโรตีอยู่ด้วย เลยไปลองดูค่ะ ร้านชื่อ “โรตียามิ้ลล๊ะ” ใครไปอ่าวนางแนะนำเลยค่ะ อร่อย ราคาไม่แพง ที่สำคัญแม่ค้าร่ารักเวร่อร์ โลเคชั่นของร้านนี้ก็อยู่ตรงแถวๆโค้ง ก่อนถึงกระบี่รีสอร์ทค่ะ

 

 

 

มันน่าโดนป่ะล่ะ

 

 

 

วันนี้สั่งโรตีกล้วยชีส กับโรตีมะม่วงนูเทลล่า ป้าเจ้าของคุยสนุกและใจดีมากค่ะ แกบอกวันนี้ให้มะม่วงน้อย เพราะใกล้หมด เลยลดให้ 5 บาท (น่ารักป่ะละ) ระหว่างที่นั่งกินอยู่ ก็ได้ยินคอนเวอร์เซชั่นของแกกับลูกค้า น่ารักอ่ะ

ลูกค้า: เอาโรตีกรอบที่นึงครับ
แม่ค้า: เอาหนึ่งแผ่นหรือเอาเป็นชุด?
ลูกค้า: ขอลองแผ่นเดียวแล้วกันครับ
แม่ค้า: แหมมมม น่าเสียดายไม่ได้กินของดี
Me: O.O

 

เช้าวันสุดท้ายแล้วค่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอเนอะ (หลายคนในห้องนี้คงจะเข้าใจกันดี) วันนี้เราจะเข้าไปในตัวเมืองกระบี่กันอีกรอบ ทานอาหารเช้าเสร็จก็รีบแว้นกันไปเลยค่ะ เพราะรถของโรงแรมจะมารับพวกเราไปสนามบินตอนห้าโมงครึ่ง เราเลยต้องทำเวลาหน่อยค่ะ ยังมีอีกหลายที่ที่ต้องไปเยือน ที่แรกเราจะไปที่วัดถ้ำเสือ กันค่ะ 

ใช้เส้นทางเดิมที่เราใช้ไปสระมรกตนะคะเพื่อที่จะไปถนนเพชรเกษม ระหว่างทางเราแวะไหว้พระนอนที่วัดไสไทยกันก่อนค่ะ โลเคชั่นก็อยู่บนถนนสาย4034ค่ะ ที่นี่มีสุสานหอยด้วย ถ้าใครมีเวลาก็มาเยี่ยมชมได้นะคะ แต่เราต้องรีบไปแว้นต่อแล้ววว

พอมาถึงถนนเพชรเกษม ก็วิ่งตรงมาอีกประมาณเกือบ 5 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้า ถนน 6017ค่ะ ไปอีกประมาณ2กม. และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทกระบี่ 2024 วิ่งไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

เสียดายที่เราไม่ได้ขึ้นไปสักการะพระธาตุเจดีย์ พระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปองค์ใหญ่ข้างบน บอกตามตรงหมดแรงค่ะ ตากแดดตากลมมาหลายกิโล และเราก็ต้องทำเวลาด้วยค่ะ เลยได้แต่ไปไหว้พระและปีนเบาๆเข้าไปดูถ้ำเสือ

 

 

Next station คือเขาขนาบน้ำค่ะ เมื่อวานที่มากับทัวร์ได้แค่ชำเลืองมองเองค่ะ วันนี้เลยกะว่าจะไปยืนจ้องซักหน่อย เพราะเราคงไม่มีเวลานั่งเรือเข้าไปค่ะ จุดที่เราจะไปยืนจ้องก็อยู่ตรงรูปปั้นปูดำ สัญลักษณ์ของกระบี่ เราจึงแว้นกลับมาตามทางเดิม เข้าตัวเมืองกระบี่ค่ะ รูปปั้นปูดำจะอยู่ที่ถ.อุดรกิจนะคะ ไม่ไกลจากห้างโว้ค เดินไปทางด้านหลังห้าง ถามคนแถวนั้น เจอแน่นอนค่ะ

 

 

ถึงแล้วววววว ยืนจ้องได้แค่เป๊บเดียวเองค่ะ ฝนเทลงมาห่าใหญ่เลยยยย ไปแอบหลบฝนอยู่ในร้านขายของที่ระลึกแถวนั้น คุณพี่แม่ค้าใจดีมากค่ะ หาเก้าอี้มาให้นั่งใหญ่ เราเลยช่วยอุดหนุนแม่เหล็กเมืองกระบี่ไปชุดนึงค่ะ 

 

 

พอฝนหยุดก็ออกมาถ่ายรูปกันต่อ พื้นที่ตรงนั้นเป็นกิโลเมตรที่0ค่ะ มีรูปปั้นนกออกหรือนกอินทรีย์อยู่ด้วย 

 

 

หลังจากนี้ ไม่มีรูปแล้วค่ะ ไม่รู้ทำไมลืมหยิบกล้องออกมาถ่าย ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยค่ะ

หิวข้าวแล้วค่ะ เลยรีบไปเป้าหมายต่อไปซึ่งก็คือขนมจีนโกจ้อยเจ้าดังที่โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าต้องไปลองให้ได้ (เรื่องกินสำหรับเราเป็นเรื่องใหญ่มากกกกก) สาขาที่เราจะไปอยู่ฝั่งตรงข้ามห้างโว้คนะคะ แต่พอเดินไปถึงฝันเกือบสลายค่ะ ร้านยังไม่เปิด!!! เปิดบ่ายสองค่ะ พวกเราเลยตัดสินใจเดินเล่นฆ่าเวลาในห้างโว้คแบบเก๋ๆ  แต่มันไม่ใช่แค่ดูสิคะ เงินถูกดูดออกจากกระเป๋าไปได้อยู่เหมือนกัน เพื่อนๆอย่าชะล่าใจนะคะ ระวังเงินในกระเป๋าด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

ได้เวลาแล้วววว ก็รีบเดินกลับไปที่ร้านทันทีค่ะ ฝนก็ยังตกปรอยๆอย่างต่อเนื่อง ว่าแล้วก็สั่งขนมจีนน้ำพริกกับแกงเขียวหวาน และไก่ทอดทันที ไก่ทอดนี่กินแล้วบินได้เลยค่ะ อยากกินอีกจังเลย ส่วนขนมจีนก็อร่อยค่ะ ขนมจีนน้ำพริกที่นี่มันจะใสๆ ไม่ได้ข้นและมีถั่วเยอะเหมือนที่เราเคยกินที่ภาคกลางนะคะ แต่หวานเหมือนกัน อร่อยดีค่ะ แต่ที่เราคิดว่าเด็ดมากคือบรรดาเครื่องเคียงที่เค้าวางไว้ให้ มีทั้งฝักสดชนิดต่างๆ ผักดองแปลกๆออกแนวกิมจิ และที่เราชอบมากคือมะละกอเส้นค่ะ รสชาติน้ำมันจะหวานอมเปรี้ยวคล้ายอาจาด บวกกับเส้นมะละกอกรอบๆนี่ฟินมาก บ่องตง ฟินจนต้องเบิ้ลขนมจีนอีกคนละจาน (เพื่อที่จะกินไอมะละกอนี่อีก)

 

ต้องรีบแว้นกลับแล้วค่ะ เดี๋ยวไม่ทันรถ แต่ฝนก็ยังตกปรอยๆอยู่ เลยไปซื้อเสื้อกันฝนในเซเว่นมาใส่คนละตัวกันเหนียว และแล้วมันก็เกิดขึ้น ฝนกระหน่ำค่ะ แต่เราก็ต้องสู้ค่ะ เป็นชะนีต้องอดทน ก็ฝ่าฝนกันไปค่ะ ในมือก็หิ้วถุงพะรุงพะรัง ทั้งถุงที่ได้จากการช้อปที่ห้างโว้คและถุงของฝากที่แวะซื้อระหว่างทาง

ในที่สุดก็ถึงค่ะ ทันรถมารับแบบฉิวเฉียด และมุ่งหน้าสู่สนามบิน เพื่อบินกลับเมืองกรุงอันวุ่นวาย ไปนั่งทำงานหน้าคอม นอนฝันถึงทริปต่อไปค่ะ ทริปตะลุยกระบี่ของพวกเราก็จบลงเพียงเท่านี้ค่ะ สมบุกสมบันพอตัวทีเดียว ขอบคุณที่ติดตามนะคะ พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ